โดยเป็นข้อเสนอทีป่ ระเทศไทยรับทีจ่ ะปฏิบตั หิ รือด�ำเนินการให้เกิดขึน้ จ�ำนวน ๑๘๗ ข้อ แบ่งเป็นข้อเสนอแนะทีป่ ระเทศไทย ตอบรับโดยทันทีในกระบวนการ UPR จ�ำนวน ๑๘๑ ข้อ และข้อเสนอทีป่ ระเทศไทยน�ำกลับมาพิจารณาและตอบรับจ�ำนวน ๖ ข้อ (จากจ�ำนวนที่น�ำกลับมาพิจารณาทั้งหมด ๖๘ ข้อ)๑๔ ค. หลั ก การส� ำ คั ญ ลั ก ษณะการด� ำ เนิ น การ และความผู ก พั น ด้ า นสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนของ ประเทศไทย ๑. หลักการส�ำคัญเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ประกอบด้วย ๑.๑ ความเสมอภาค (equality) คือ การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยทุกคนเกิดมาอย่างอิสระ และมีความ เสมอภาคในเรื่องศักดิ์ศรีและสิทธิ และการไม่เลือกปฏิบัติ (non-discrimination) ซึ่งเชื่อมโยงกับความเสมอภาค โดยเป็น หลักประกันในการเข้าถึง การมีอยู่ และการดูแลให้เกิดภาวะสิทธิของบุคคล ที่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยส�ำคัญ และ ส่งผลกระทบต่อสารัตถะของสิทธินั้น ๆ ไม่ว่าจะมาด้วยเหตุแห่งอัตลักษณ์ทางเพศ เชื้อชาติ สัญชาติ ชาติพันธุ์ พื้นฐาน ทางสังคม ภาษา การนับถือศาสนา การเมืองและความคิ���เห็นทางการเมือง สถานะทางเศรษฐกิจ และอื่น ๆ ๑.๒ ความเป็นสากล (universality) คือ ความสามารถในการประยุกต์ใช้กับบุคคลทุกคน โดยไม่มีข้อจ�ำกัดใด ๆ บุคคลทุกคนสามารถใช้สิทธิของตนเองได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีเงื่อนไข หรือข้อจ�ำกัดใด ๆ ๑.๓ การคงอยู่ของสิทธิแบบติดตัวไม่สามารถถ่ายโอนได้ (inalienability) และไม่สามารถแบ่งแยกออกจากกันได้ (indivisibility) รวมถึงความเกื้อกูล (interdependency) และเชื่อมโยงเกี่ยวพันกัน (interrelated) ของสิทธิต่าง ๆ กล่าวคือ คุณลักษณะของสิทธิในด้านต่าง ๆ ล้วนเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกันอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่สามารถแบ่งแยก ออกจากกันได้ และมักจะมีผลกระทบต่อกันในกรณีที่มีการละเมิดสิทธิในด้านหนึ่งด้านใด ๒. ลักษณะของสิทธิ และการด�ำเนินมาตรการและการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนให้เป็นจริง จ�ำแนกเป็น ๒.๑ สิทธิแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด (non-derogable rights) ซึง่ มิอาจเพิกถอนหรือลิดรอนได้ ไม่วา่ จะอยูใ่ นสถานการณ์ ใดก็ตาม เช่น สิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ สิทธิที่จะไม่ถูกทรมาน และในกรณีที่เป็นสิทธิที่รัฐอาจจ�ำกัดหรือเพิกถอนได้ชั่วคราว (derogable rights) ในบางสถานการณ์ที่กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศยินยอมให้รัฐกระท�ำได้เพื่อวัตถุประสงค์ บางประการ ได้แก่ ความมั่นคงของชาติ ความสงบเรียบร้อย การสาธารณสุข หรือเพื่อศีลธรรม โดยรัฐต้องด�ำเนินการ ตามแนวทางที่เป็นที่ยอมรับตามกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น มีการบัญญัติไว้เป็นกฎหมายที่ชัดเจน เป็นไปเพื่อเหตุผลที่ ชอบธรรม รัฐไม่สามารถหาวิธีการอื่นมาทดแทนได้ และการใช้อย่างจ�ำกัดและเท่าที่จ�ำเป็นได้สัดส่วนที่เหมาะสม กับสถานการณ์ และเป็นมาตรการจ�ำเป็นในสังคมประชาธิปไตย เป็นต้น ๒.๒ สิทธิบางประเภทที่รัฐจะสามารถท�ำให้ก้าวหน้าหรือเป็นจริงได้ โดยด�ำเนินการให���เกิดขึ้น มีความพร้อม ความเพียงพอ และ/หรือพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่ (progressive realization of rights) ซึ่งรัฐจ�ำเป็นต้องแสดงความมุ่งมั่นและมีแนวทางการด�ำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม กล่าวคือ มีการก�ำหนดให้บรรลุ เป้าหมายที่ชัดเจน (progressive achievement) เช่น มีแผนการปฏิบัติงาน ระยะเวลา ก�ำลังบุคลากร ผู้รับผิดชอบ และ การติดตามผลการปฏิบตั อิ ย่างแท้จริง มีการจัดสรรทรัพยากรอย่างเพียงพอ/เหมาะสม (maximum available resources) และไม่เลือกปฏิบัติ (non-discrimination) โดยเหตุใด ๆ ก็ตาม ๒.๓ การด�ำเนินมาตรการและการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนให้เป็นจริง จะต้องหลีกเลี่ยงการกระท�ำที่ท�ำให้ เกิดการเลือกปฏิบัติแบบซ�้ำซ้อน (multiple discrimination) และค�ำนึงถึงอัตลักษณ์ที่แตกต่างหลากหลาย ทับซ้อน และ เชื่อมโยงกัน (intersectionality) ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งจาก (๑) ลักษณะทางชีวภาพหรือการถือก�ำเนิด อาทิ เพศก�ำเนิด (sex) ชาติพันธุ์ (ethnicity) เชื้อชาติ (race) สีผิว (color) อายุ (age) และความพิการ (disabilities) และ (๒) ลักษณะการรับรู้ ๑๔ The Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights. (2016). Universal Periodic Review-Thailand. Retrieved from www.ohchr.org/EN/HRBodies/ UPR/Pages/THIndex.aspx 62 | รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี ๒๕๖๐

Select target paragraph3