รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี ๒๕๖๑
ส่ ว นที่ ๔ การประเมิ น สถานการณ์ ด ้ า นสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนใน ๓ ประเด็ น ที่ อ ยู ่ ใ นความห่ ว งใย
มี ๓ ประเด็น คือ
สิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม
ในภาพรวม การด� ำ เนิ น การของรั ฐ มี พั ฒ นาการ
ที่ ส� ำ คั ญ ๒ ด้ า น ด้ า นแรกเป็ น การด� ำ เนิ น การ
ตามพระราชบั ญ ญั ติ แ ผนและขั้ น ตอนการด� ำ เนิ น การ
ปฏิ รู ป ประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๐ โดยจั ด ท� ำ กรอบ กลไก
และมาตรการขั บ เคลื่อนที่เ กี่ยวข้อง ได้แก่ การจั ดท� ำ
แผนการปฏิ รู ป ประเทศด้ า นทรั พ ยากรธรรมชาติ แ ละ
สิ่งแวดล้ อ มที่ ผ่ า นการเห็นชอบของ ครม. และ สนช.
เมื่ อ วั น ที่ ๑๓ และ ๒๙ มี น าคม ๒๕๖๑ ตามล� ำ ดั บ
และการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายในระยะ
เร่งด่วนเพื่อด�ำเนินงานตามกรอบการปฏิรูปประเทศและ
ยุ ท ธศาสตร์ ช าติ โ ดยมี ภ ารกิ จ ครอบคลุ ม กฎหมายที่ ดิ น
ทรั พ ยากรธรรมชาติ สิ่ ง แวดล้ อ มและการมี ส ่ ว นร่ ว ม
ของประชาชน ด้ า นที่ ส องเป็ น การก� ำ หนดนโยบาย
เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่ การจัดที่ดิน
ท� ำ กิ น ให้ ชุ ม ชนและการแก้ ไ ขปั ญ หาที่ ดิ น ท� ำ กิ น
ของประชาชนในเขตป่าไม้ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
ด้านการบริหารจัดการแร่ และการแก้ไขปัญหาการท�ำไม้
หวงห้ า มในที่ ดิ น ที่ มี ก รรมสิ ท ธิ์ ห รื อ สิ ท ธิ ครอบครอง
30
ตามประมวลกฎหมายทีด่ นิ การรับรองสิทธิชมุ ชนทีจ่ ะมีสว่ นร่วม
ในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในพระราชบัญญัติ
ส่ ง เสริ ม และรั ก ษาคุ ณ ภาพสิ่ ง แวดล้ อ มแห่ ง ชาติ
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๑ และการประกาศวาระแห่งชาติ
ด้านการก�ำจัดขยะ (ตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ เป็นต้นมา)
อย่างไรก็ตาม ในการประเมินสถานการณ์พบปัญหาหลัก
ได้ แ ก่ การจ� ำ กั ด และควบคุ ม การใช้ สิ ท ธิ ข องชุ ม ชน
ในการชุมนุมเพื่อเรียกร้องสิทธิและคัดค้านโครงการต่าง ๆ
ที่ มี ผ ลกระทบต่ อ ชุ ม ชน ชุ ม ชนไม่ ส ามารถมี ส ่ ว นร่ ว ม
ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้อมทัง้ ในเรือ่ ง
การเข้ า ถึ ง ข้ อ มู ล ข่ า วสารและการเข้ า ร่ ว มการรั บ ฟั ง
ความเห็น การที่รัฐไม่มีมาตรการการป้องกันและแก้ไข
ผลกระทบต่าง ๆ ต่อชุมชน รวมทั้งการขาดการเยียวยา
ผลกระทบต่อประชาชนและชุมชนในพื้นที่จากโครงการ
พั ฒ นาหรื อ การประกอบกิ จ การบางประเภทอย่ า งมี
ประสิทธิภาพและประสิทธิผล การใช้ค�ำสั่ง (อาทิ ค�ำสั่ง
คสช. ที่ ๓/๒๕๕๙ ที่ ๔/๒๕๕๙ และที่ ๔๗/๒๕๖๐)