รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และรายงานผลการปฏิบัติงานประจำ�ปี ๒๕๕๖
สิทธิด้านความมั่นคงปลอดภัยตามที่ตนพึงจะได้รับ หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย
และประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือสิงคโปร์ จะเห็นว่าในช่วง ๑๐ ปี
ที่ ผ่ า นมาประเทศต่ า งๆ เหล่ า นั้ น สามารถที่ จ ะบริ ห ารจั ด การในการป้ อ งกั น และลดปั ญ หาลงได้ อ ย่ า ง
เห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจน รัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารสูงสุดของประเทศควรให้ความสำ�คัญกับปัญหา
ความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนบนท้องถนนอย่างจริงจัง และต้องไม่น้อยไปกว่าปัญหาความสูญเสีย
ที่ เ กิ ด จากกรณี อื่ น ๆ เช่ น ภั ย พิ บั ติ อาชญากรรม หรื อ การก่ อ การร้ า ย เป็ น ต้ น โดยการจั ด สรร
งบประมาณ สรรพกำ�ลัง และทรัพยากรต่างๆ ในการดำ�เนินงานอย่างเหมาะสมกับปัญหา ตลอดจน
ให้ความสำ�คัญในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและจริงจังให้มากขึ้นกว่าที่ผ่านมา
สิทธิในกระบวนการยุติธรรม
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้ให้ความ
คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย เสรีภาพในการเดินทาง เสรีภาพ
ในเคหสถาน ตลอดจนสิ ท ธิ ใ นทรั พ ย์ สิ น ของบุ ค คล โดยการกำ � หนดให้ รั ฐ
จะต้องดำ�เนินนโยบายพื้นฐานด้านกระบวนการยุติธรรมใน ๓ ประเด็นหลัก
ได้แก่ (๑) การดูแลการปฏิบัติและการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
(๒) การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคล และ (๓) การจัดให้มีกฎหมาย
เพื่อจัดตั้งองค์กรปฏิรูปด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้เป็น
หลักประกันในการคุ้มครองสิทธิของบุคคลมิให้ได้รับผลกระทบจากการดำ�เนิน
กระบวนการยุติธรรมของรัฐเกินกว่ากรณีที่จำ�เป็น ประกอบกับรัฐบาลได้แถลง
ต่อรัฐสภาว่า จะดำ�เนินนโยบายด้านกระบวนการยุติธรรม ทั้งประเด็นด้านกฎหมาย มาตรการและการ
บังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับหลักการของสิทธิมนุษยชน
ในปี ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า สถานการณ์ด้��นสิทธิในกระบวนการยุติธรรมที่เป็นความก้าวหน้า
กล่าวคือ รัฐบาลได้ให้ความสำ�คัญต่อข้อเสนอเกี่ยวกับการยกเลิกการใช้เครื่องพันธนาการต่อผู้ต้องขัง
ขององค์ ก รภายในและระหว่ า งประเทศอย่ า งจริ ง จั ง จนกระทั่ ง นำ � มาสู่ ม าตรการปลดตรวนผู้ ต้ อ งขั ง
เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ที่เรือนจำ�กลางบางขวาง จังหวัดนนทบุรี อันถือได้ว่า
รั ฐ บาลได้ ใ ห้ ค วามสำ � คั ญ และเคารพต่ อ หลั ก ศั ก ดิ์ ศ รี ค วามเป็ น มนุ ษ ย์ และสมควรที่ ทุ ก ภาคส่ ว นจะ
สนับสนุนการดำ�เนินการของรัฐบาลในเรื่องนี้ให้ขยายผลและนำ�ไปสู่การปฏิบัติที่ครอบคลุมทุกเรือนจำ�และ
ทัณฑสถานต่อไป นอกจากนี้ แนวคิดและการดำ�เนินการของรัฐบาลเกี่ยวกับการยกเลิกโทษประหารชีวิต
โดยผลักดันให้อยู่ในแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๕๗-๒๕๖๑ ด้วยการเสนอให้ปรับ
เปลี่ ย นโทษประหารชี วิ ต เป็ น จำ � คุ ก ตลอดชี วิ ต แทน ถื อ เป็ น การดำ � เนิ น การที่ ส อดคล้ อ งกั บ หลั ก การ
ด้านสิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนให้การรับรองไว้ในการที่จะ
ต้ อ งพึ ง เคารพในคุ ณ ค่ า ของชี วิ ต มนุ ษ ย์ ด้ ว ยการไม่ ทำ � ลายชี วิ ต ของมนุ ษ ย์ โดยเฉพาะการที่ รั ฐ เป็ น
15