สิทธิมนุษยชน รวมบทความ ศ.เสน่ห์ จามริก ประชาธิปไตยในส่วนของสหประชาชาติ ในประการแรก สิทธิมนุษยชนไม่ใช่สิ่งที่ได้มาเพราะมีใครหยิบยื่นให้ ดังที่ โทนี่ เอแวนส์ ได้ตง้ั ข้อสังเกตจากประวัตศิ าสตร์วา่ สิทธิมนุษยชนทัง้ หลาย “เกีย่ วข้อง กับการจัดตั้งและพิทักษ์รักษาข้ออ้างโดนศีลธรรม ซึ่งสร้างความชอบธรรมให้กับ ผลประโยชน์เฉพาะต่าง ๆ” หรือตามที่ นีล สแตมเมอรส์ สรุปได้อย่างรัดกุมว่า “แนวคิดและแนวปฏิบ ัต ิเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนนั้น ประชาชนเป็นผู้สร้างขึ้น ในสถานการณ์เฉพาะทางประวัติศาสตร์ สังคม และเศรษฐกิจ”๓ และหากมองจาก ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ก็จะเห็นได้ว่า สิทธิมนุษยชนเป็นผลลัพธ์โดยตรงจาการต่อสู้ และมิ ไ ด้ เ ป็ น สมบั ต ิ ข องวั ฒ นธรรมหรื อ จา��ี ต ใดเป็ น การเฉพาะเลย ความข้ อ นี ้ ไฮเนอร์ บีลเฟลด์ ได้วเิ คราะห์สรุปไว้อย่างชัดเจนว่า “.....สิทธิมนุษยชนไม่ได้พัฒนาขึ้นในฐานะ “การผลิบานโดยธรรมชาติ” ของแนวคิดมนุษยนิยมที่ฝังรากลึกอยู่ในจารีตทางวัฒนธรรมและศาสนา ของยุโรป ในทางตรงกันข้าม ประชาชนในโลกตะวันตก ก็ตอ้ ง (และยังต้อง) ต่อสู้ให้สิทธิของพวกเขาได้รับการเคารพเช่นกัน....สิทธิเหล่านี้.....เป็นการ บรรลุผลที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง เป็นเวลายาวนาน ในช่วง กระบวนการเข้าสู่ภาวะสมัยใหม่ของยุโรป หาได้เป็นมรดกนิรันดรจาก ขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรมอันเป็นแบบฉบับของยุโรปแต่อย่างใดเลย” ๔ ในแง่นี้ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ต้องเถียงกันอีกต่อไป ว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนนั้น เราควรจะใช้มมุ มองแบบสารัตถนิยมหรือสัมพันธนิยมทางวัฒนธรรม ฝ่ายสารัตถนิยม ก็ยกให้ตะวันตกผูกขาดคำจำกัดความของสิทธิมนุษยชน ฝ่ายสัมพัทธนิยมก็ใช้ ๓ Tony Evans, “Introduction: power, hegemony and the universalization of human rights”, in Tony Evans, ed., Human Rights Fifty Years On, Manchester University Press, ๑๙๙๘, p. ๔. ๔ Heiner Bielefeld, “WESTERN VERSUS ISLAMIC HUMAN RIGHTS CONCEPTION? A Critique of Cultural Essentialism in the Discussion of Human Rights”, Political Theory, vol. ๒๘, No. ๑, February ๒๐๐๐, pp. ๙๖-๙๗. สำนั ก งานคณะกรรมการสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนแห่ ง ชาติ ๗

اختر الفقرة المستهدفة3