รายงานการศึกษาวิจัย การเลือกปฏิบัติในการประกอบอาชีพของผูติดเชื้อเอชไอวี IX 2. ขอคนพบจากการศึกษา 2.1 สถานการณการเลือกปฏิบัติในการประกอบอาชีพของผูติดเชื้อเอชไอวี ผลกระทบ และเหตุปจจัย 2.1.1 สถานการณการเลือกปฏิบัติ แม ว  า รั ฐ ธรรมนู ญ แห ง ราชอาณาจั ก รไทย พุ ท ธศั ก ราช 2550 จะมี บ ทบั ญ ญั ติ ที่ ว  า ด ว ย ความเสมอภาคและการไมเลือกปฏิบัติตามมาตรา 30 วรรคสาม5 และมีแนวปฏิบัติการปองกันและจัดการดานเอดส ในสถานประกอบกิจการของกระทรวงแรงงาน และแนวปฏิบตั แิ หงชาติวา ดวยการปองกันและบริหารจัดการดานเอดส ในสถานที่ทํางาน ที่ออกโดย คณะกรรมการแหงชาติวาดวยการปองกันและแกไขปญหาเอดส (คช.ปอ.) แตจาก ขอมูลจากการศึกษา ทั้งจากการทบทวนเอกสารและการเก็บขอมูลภาคสนามของโครงการ พบวา ในปจจุบัน สถานการณการเลือกปฏิบัติในการประกอบอาชีพของผูติดเชื้อเอชไอวี ยังปรากฏในทั้ง 3 ระดับ คือ ระดับกฎหมาย/ นโยบาย ระดับสถาบัน และระดับชุมชน ดังแสดงรายละเอียดโดยสังเขปดังนี้ 1) การเลือกปฏิบัติระดับกฎหมายนโยบาย มีการเลือกปฏิบัติในระเบียบยอยขององคกร บางแหง ในขั้นตอนของการรับสมัครงาน โดยเฉพาะที่ปรากฏในระเบียบของขาราชการตํารวจ และขาราชการ ฝายตุลาการ อยางไรก็ดี เมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณในตางประเทศ แมในประเทศที่มีกฎหมายหามเลือกปฏิบัติ อยางในกรณีเครือรัฐออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักรเอง ก็ยงั คงมีขอ ยกเวนในสถานการณดงั กลาว ไดแก หลักการ คุณลักษณะที่สําคัญอยางยิ่งตอการปฏิบัติงานประเภทนั้น ในคําพิพากษาศาลสูงในคดี XV Commonwealth ของ เครือรัฐออสเตรเลีย ในกรณีของการปฏิบัติหนาที่ทหาร ซึ่งใหความสําคัญกับสุขภาพที่แข็งแรง หรือในขอยกเวนใน การไมปฏิบตั ติ ามกฎหมายการเลือกปฏิบตั ใิ นประเทศสหราชอาณาจักร ซึง่ ยกเวนไมบงั คับในกรณีการประกอบอาชีพ เชน การรับราชการทหาร ตํารวจ และองคกรวิชาชีพ เชน เนติบัณฑิตยสภา (รายละเอียดดูในบทที่ 2) แมวาจะมีความพยายามใหมีการปรับปรุงแกไขระเบียบทั้ง 2 ฉบับในประเทศไทย แตดูเหมือนความพยายามดังกลาวจะไมประสบผล การเลือกปฏิบัติในระดับกฎหมายในประเทศไทย จึงเปนเรื่อง ที่แกไขไดยากที่สุด อยางไรก็ดี สําหรับกรณีผูติดเชื้อที่ทํางานในองคกรเหลานั้นอยูแลวในประเทศไทย เชน ในสังกัด สํานักงานตํารวจแหงชาติ ก็มีการรับรองเปนลายลักษณอักษรวา จะใหการสนับสนุนและใหปฏิบัติงานตามปกติ 2) การเลือกปฏิบัติระ���ับสถาบัน เปนระดับที่มีปญหากวางขวางที่สุด โดยเฉพาะในนโยบาย การรับคนเขาทํางานในหลายประเภทกิจการ (รายละเอียดดูในตารางที่ 3) อยางไรก็ดี จากบทเรียนการดําเนินงาน ของกลไกที่มีสวนในการสงเสริมและคุมครองสิทธิของผูติดเชื้อ การแกปญหาการเลือกปฏิบัติในระดับนี้ ดูจะมี ความหวังมากกวา โดยเฉพาะเมื่อสามารถทําความเขาใจกับนายจาง และสงผลใหเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย ในองคกรเหลานี้ได แตความพยายามแกไขปญหาการเลือกปฏิบัติในระดับสถาบัน ไมวาจะเปนจากมาตรฐาน ASO THAILAND หรือจากความพยายามของอนุกรรมการฯ ภายใต คช.ปอ. และองคกรในภาคประชาสังคม มักจะ ประสบผลเฉพาะรายกรณี มีเพียงไมกี่กรณีที่สามารถผลักดันใหเปลี่ยนแปลงนโยบายขององคกรในภาพรวมได 3) การเลือกปฏิบัติในระดับชุมชน เปนอีกระดับที่สงผลกระทบกวางขวาง และมีผลซํ้าเติม กับผูติดเชื้อที่ออกจากงานในระบบ และกลับมาอยูในชุมชน แตการเลือกปฏิบัติในระดับนี้ ดูจะเปนระดับที่แกไขได งายที่สุด โดยเฉพาะเมื่อผูติดเชื้อมีศักยภาพในการทําความเขาใจกับคนในชุมชนของตนเองได ก็จะทําใหสามารถ ดํารงชีวิตอยูไดตามปกติ ดังสามารถแสดงใหเห็นไดในตารางที่ 1 5 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 30 วรรคสาม “การเลือกปฏิบตั โิ ดยไมเปนธรรมตอบุคคลเพราะเหตุแหงความแตกตางในเรือ่ ง ถิน่ กําเนิด เชือ้ ชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชือ่ ทางศาสนา การศึกษา อบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไมขัดตอบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ จะกระทํามิได”

اختر الفقرة المستهدفة3