แหง a i l aชาติ N nd งา สํานaักtio nal Th นค ณ ยชน m a ะกรรมการสิทธิมนุษ o n of n ssi Hu Rights C om m i เจ า ของอพยพออกจากที่ ดิ น หรื อ เลิ ก ทํ า ประโยชน ใ นที่ ดิ น นั้ น แล ว ที่ ดิ น นั้ น จะกลั บ มาเป น สมบั ติ ส  ว นรวม ผู  อื่ น เข า ทํ า ประโยชน ต  อ ไปได เพราะในสมั ย โบราณกรรมสิ ท ธิ์ ยั ง ไม แ ยกออกจากการครอบครอง เจ า ของ ตองเปนผูที่ครอบครองหรือทําประโยชนในที่ดินนั้นจึงจะมีสิทธิหวงหามในที่ดินนั้นได (ร. แลงกาตี, 2526) กรรมสิทธิ์ที่ดินในประเทศไทย ปรากฏเริ่มแรกตั้งแตสมัยกรุงสุโขทัยเปนราชธานี ในรัชกาลของ พอขุนรามคําแหงมหาราช ซึ่งทรงดําเนินรัฐประศาสโนบายสงเสริมเศรษฐกิจเกี่ยวกับการทําประโยชนในที่ดิน เพื่อใหไดพืชผลมาเปนปจจัยในการบริโภคและอุปโภคพอควรแกระดับการครองชีพในสมัยนั้น เมื่อราษฎร เข า บุ ก เบิ ก หั ก ร า งถางพงในที่ ดิ น จนเพาะปลู ก ได ผ ลได ป ระโยชน แ ล ว ก็ โ ปรดให ที่ ดิ น นั้ น ๆ เป น กรรมสิ ท ธิ์ ของผูออกแรงออกทุนไป ดังปรากฏในหลักศิลาจารึกหลักที่ 1 วา “ฯลฯ สรางปาหมากปาพลูทั่วเมืองทุกแหง ปาพราวก็หลายในเมืองนี้ ปาคาง (ขนุน) ก็หลายในเมืองนี้ หมากมวงก็หลาย ในเมืองนี้ หมากขามก็หลายในเมืองนี้ ใครสร า งได ไ ว แ ก มั น ฯลฯ” ได จั ด แบ ง องค ก ารบริ ห ารออกเป น รู ป จตุ ส ดมภ คื อ เวี ย ง วั ง คลั ง นา ประจําอยูสวนกลาง การจัดเรื่องที่ดินขึ้นอยูแกกรมนา ในแผนดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจาอูทอง) (พ.ศ. 1903) ตําแหนงเสนาบดีกรมนามีชื่อเรียกวา “ขุนเกษตราธิบดี” ในแผนดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1991) หรือที่เรียกวา “พระเกษตราธิบดี” ในแผนดินพระเจาปราสาททอง (พ.ศ. 2175) เรียกวา “เจาพระยาพลเทพเสนาบดีศรีไชยนพรัตนเกษตราธิบดี อภัยพิริยะปรากรมพาหุ” นามเจาพระยาพลเทพนี้ ใช อ ยู  จ นถึ ง สมั ย กรุ ง รั ต นโกสิ น ทร ในสมั ย นี้ มี ก ฎหมายลั ก ษณะเบ็ ด เสร็ จ ซึ่ ง ตราขึ้ น ใช บั ง คั บ ตั้ ง แต แ ผ น ดิ น สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจาอูทอง) บทที่ 35, 42 และ 43 เปนแมบทสําหรับดําเนินการ โดยกําหนด ใหมีการจัดที่ดินซึ่งยังรกรางเปนทําเลเปลาใหราษฎรเขากนสรางใหมีประโยชนขึ้น สมัยกรุงรัตนโกสินทร รัชกาลที่ 1 - 2 งานที่ดินยังคงยึดหลักการตามกฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ สมัยรัชกาลที่ 3 มีการออกหนังสือ สําหรับที่บาน เพื่อระงับขอพิพาทการรุกลํ้าเขตกัน สมัยรัชกาลที่ 4 มีการประกาศขายฝากและจํานําที่สวน ที่นา และมีการออกตราแดง ในเขตจังหวัดกรุงเกา (พระนครศรีอยุธยาอางทอง ลพบุรีสุพรรณบุรี) เปนหลักฐานแสดงวา มีผูมีชื่อเปนเจาของและใชในการเก็บภาษีที่นา การออกหนั ง สื อ สํ า คั ญ ชนิ ด ต า ง ๆ มี เ พิ่ ม ขึ้ น อี ก หลายชนิ ด ในสมั ย รั ช กาลที่ 5 เช น โฉนดสวน ใบตราจอง เพื่อประโยชนในการเก็บภาษีคานา ตอมา มีปญหาเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินสูศาลบอยขึ้น เพราะหนังสือ สําคัญที่เจาหนาที่ผูเก็บภาษีอากรออกใหเจาของที่ดินยึดถือไวนั้นไมอาจระงับขอพิพาทโตแยงได เนื่องจาก มี ข  อ ความไม ก ระจ า งว า ผู  ใ ดมี สิ ท ธิ อ ยู  ใ นที่ ดิ น เพี ย งใดอย า งใด พระบาทสมเด็ จ พระจุ ล จอมเกล า เจ า อยู  หั ว ทรงประสบถึงความเดือดรอนของราษฎรในกรณีดังกลาว จึงไดทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหกระทรวงเกษตร พาณิชยการจัดดําเนินงานเรื่องสิทธิในที่ดินใหรัดกุมขึ้น โดยมีดําเนินการออกโฉนดที่ดิน โดยใหอยูในบังคับบัญชา ของเทศาภิบาลมณฑลกรุงเกา การออกเดินสํารวจเปนครั้งแรกในป ร.ศ. 120 (พ.ศ. 2444) โดยขาหลวงเกษตรพรอมดวยเจาพนักงาน กรมแผนที่ และมีพระบรมราชานุญาตใหผูที่ถือโฉนดที่ดิน เปนผูมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน มีการออกโฉนดตราจอง เปนหนังสือสําคัญสําหรับที่ดินที่ไดทําประโยชนแลว ปจจุบัน��ังคงมีอยูในเขตมณฑลพิษณุโลก คือ จังหวัดพิษณุโลก พิจิตร อุตรดิตถ และสุโขทัย และจัดตั้งหอทะเบียนที่ดินแหงแรก คือ หอทะเบียนมณฑลกรุงเกาในพระราชวัง รายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง “เพื่อปรับปรุงแกไข นโยบายกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนดานที่ดินและปาไม” 21

اختر الفقرة المستهدفة3