แหง a i l aชาติ N nd งา สํานaักtio nal Th นค ณ ยชน m a ะกรรมการสิทธิมนุษ o n of n ssi Hu Rights C om m i ในป พ.ศ. 2535 กรมปาไมตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 10 และ 17 มีนาคม พ.ศ. 2535 นั้น ไดมีการ จําแนกพื้นที่ปาไมเปนเขตอนุรักษ (โซน C) จํานวน 88.23 ลานไร เขตเศรษฐกิจ (โซน E) จํานวน 51.88 ลานไร และเขตที่เหมาะสมตอการเกษตรกรรม (โซน A) จํานวน 7.22 ลานไร ตอมา ในป พ.ศ. 2536 กรมปาไม ได ส  ง มอบพื้ น ที่ ป  า สงวนแห ง ชาติ ที่ มี ป ระชาชนเข า ทํ า กิ น รวม 44 ล า นไร ให แ ก สํ า นั ก งานการปฏิ รู ป ที่ ดิ น เพื่อการเกษตรกรรม ซึ่งสวนหนึ่งมาจากปาเศรษฐกิจ (โซน E) ดังนั้น ปาอนุรักษ (โซน C) และปาเศรษฐกิจ (โซน E) จึงอยูในความรับผิดชอบของกรมปาไม ประมาณ 103.3 ลานไร การใชที่ดินโดยปราศจากวางแผนที่ดี อีกทั้งขาดการจัดการเรื่องสิทธิการครอบครองและใชประโยชน ที่ดินที่ชัดเจนทําใหการใชที่ดินเปลี่ยนแปลงไปตามแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการปลอยที่ดินทิ้งรางรอขาย ทําใหเกิดความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดิน เชน การชะลางพังทลายของดินถึง 108.87 ลานไร ดินที่มีปญหา ตอการใชประโยชนทางดานเกษตรกรรม 209.84 ลานไร ซึ่งสวนใหญอยูในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สวนดินเค็ม ดินกรดและดินคอนขางเปนทราย อยูในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สําหรับการใชประโยชนที่ดิน ไมถูกตองตามศักยภาพ คิดเปนพื้นที่ 35.60 ลานไร 2.2 สิทธิในที่ดิน ในอดี ต ยุ ค โบราณยั ง ไม มี ร ะบบกรรมสิ ท ธิ์ ที่ ดิ น เป น สมบั ติ ข องส ว นรวม ไม มี ใ ครหวงห า มและ กันเปนของตนได การเพาะปลูกในยุคนั้นยังไมมีการถือสิทธิในที่ดิน เพราะที่ดินมีมากมาย เมื่อที่ดินแหงหนึ่ง เพาะปลูกไมไดผลดี ก็จะอพยพโยกยายไปหาที่ดินแหงใหม นอกจากนั้น มนุษยในยุคนี้ยังสามารถทําการ เพาะปลูกรวมกันได โดยถือวาที่ดินเปนสวนรวมของสังคมผูทําการเพาะปลูกเพียงแตแบงปนพืชผลกันเทานั้น (หลวงวิจิตรวาทการ, 2523) เมือ่ มนุษยมาอยูร วมกันเปนสังคม และมีจาํ นวนคนเพิม่ มากขึน้ มีความจําเปนตองทําการเพาะปลูกใหได ผลดีก็ตองหาที่ดินที่ดี ซึ่งในสมัยนั้นคือที่ดินที่นํ้าขึ้นแลวนํ้าลดลง ก็เริ่มมีความจําเปนในการถือสิทธิในที่ดิน เพื่อแบงสรรที่ดินกันเพาะปลูก โดยเปนสิทธิเพียงชั่วคราวมีกําหนดเวลาไมเกิน 1 ป แตสิทธินี้ก็ยังไมใชสิทธิ สวนบุคคลสิทธิครอบครองยังเปนของพวกของหมูหรือเผา เพราะการแบงที่ดินอยางนี้ตองแบงเปนผืนใหญ ๆ ไมสามารถจัดแบงเปนชิ้นเล็กชิ้นนอย ตอมา เมื่อมีวิวัฒนาการดานการเพาะปลูกมากขึ้น ตองหักรางถางพง ตองขุดรองดึงนํ้าเขามา หรือตองขุดบอ ขุดสระกักเก็บนํ้าไวงานเหลานี้ตองใชเวลาและแรงงานมาก ทําใหเกิด ความหวงกันที่ดินดังกลาวจะใหคนอื่นมาเอาไปเสียไมได สิทธิในที่ดินอยางแทจริงจึงไดกําเนิดขึ้นจากการลงแรง สิทธินี้ยังไมเปนสิทธิสวนตัวบุคคล แตเปนของครอบครัว หมูหรือเผาซึ่งครอบครัว หมูหรือเผา ยังไมยอม ใหคนแตละคนแบงแยกออกไป (หลวงวิจิตรวาทการ, อางแลว) ตอมา เมื่อเผารวมกันเปนประเทศ การปกครอง มีความมั่นคงยิ่งขึ้น เปนเหตุใหอํานาจของครอบครัวเสื่อมลงไปมาก แตละคนมีสิทธิมากขึ้น หลักกรรมสิทธิ์ ในที่ ดิ น ของเอกชนจึ ง ก อ ตั้ ง ขึ้ น (ภาสกร ชุ ณ หอุ ไร, 2528) แต ก รรมสิ ท ธิ์ ใ นที่ ดิ น ของเอกชนยั ง มี ลั ก ษณะ ตางจากกรรมสิทธิ์ในสังหาริมทรัพย เพราะในสมัยนั้นที่ดินมีอยูมาก แตคนยังมีนอย ถาใครตองการที่ดิน ที่จะเพาะปลูกหรือปลูกเรือนอยู ตองไปหาที่ดินในปา แลวถากถางโคนสรางที่ดินนั้นจึงจะเปนของตน แตถา 20 รายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง “เพื่อปรับปรุงแกไข นโยบายกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนดานที่ดินและปาไม”

اختر الفقرة المستهدفة3