9 แท่งแก้วที่มีพื้นที่หน้าตัดเป็นรูปสามเหลี่ยมจะสามารถแยกแสงออกมาได้เป็น 7 สี มีความยาวคลื่นต่างกัน ได้แก่ แดง, แสด, เหลือง, เขียว, น้ําเงิน, คราม และม่วง ถ้าหากความยาวคลื่นแสงยาวกว่าหรือสั้นกว่านั้น ประสาท ตามนุษย์รับไม่ได้ และเป็นที่น่าสังเกตว่าสีต่างๆ เหล่านี้มิใช้ว่าแยกจากกันได้โดยเด็ดขาดแต่จะค่อยๆ เพี้ยนไป จากเดิมแล้วกลืนเข้าสู่สีใหม่ตลอดทั้ง 7 สี การที่แสงสีขาวผ่านปริซึมแล้วแยกออกไปเป็นสีต่างๆ นั้น เป็นเพราะแสงสีต่างๆ มีความถี่ ของคลื่นแสงต่างกัน จึงทําให้ความสามารถของคลื่นแสงในการผ่านปริซึมได้ไม่เท่ากันทําให้ทิศทางของแสงสีใน แท่งแก้วปริซึม แบนแยกออกจากกัน เรียกว่า การหักเหของแสง (Refraction) การหักเหของแสงจะมากน้อย เพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับความถี่ของคลื่นแสง และสมบัติของตัวกลางที่แสงผ่าน สมบัติของวัตถุหรือตัวกลางนี้มีค่าที่ เรียกว่า ดัชนีหักเหของวัตถุ (Refractive Index) แสงสีขาวแยกออกมาเป็น 7 สี แต่วัตถุที่เป็นสี เช่น เสื้อสีแดง กระดาษสีเหลือง หรือหน้ากระดาษที่ผู้ อ่านกําลังอ่านตัวอักษรสีดําอยู่นี้ก็มีสีที่บอกได้ว่าสีอะไร ทั้งๆ ที่ตัววัตถุ ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง แต่ที่มีสีต่างกันได้ก็เพราะกระดาษขาวเป็นตัวสะท้อนแสงที่ดีที่สุด สะท้อนทุกสีมาเข้าตา ผู้มองดู สีดําคือตัวสะท้อนแสงที่ไม่มีความสามารถมากที่สุด เพราะดูดกลืนหมดทุกสี ยกเว้นสีนั้นที่สะท้อนมา เข้าตาจึงสามารถบอกได้ว่าวัตถุนั้นเป็นสี นัยน์ตาของมนุษย์ไวที่สุดต่อแสงสีเขียวหรือสีเขียวแกมเหลือง แสงที่มีขนาดแสงถัดจากแสง สีแดงนั้นจะมีความยาวคลื่นแสงยาวกว่าคลื่นแสงสีแดงนั้นนัยน์ตาของมนุษย์ไม่สามารถแลเห็นได้เรียกว่า รังสี แสงใต้แดง (Infrared rays/Dark heat rays) แสงชนิดนี้ไม่จัดเข้าอยู่ในพวกแสงสว่าง เพราะจอประสาทตา ของมนุษย์ไม่สามารถรับความรู้สึกได้ ส่วนแสงที่มีความยาวคลื่นแสงถัดจากแสงสีม่วง จะเป็นแสงที่มีความยาว คลื่นแสงสั้นกว่าคลื่นแสงสีม่วง นัยน์ตาของมนุษย์ไม่สามารถแลเห็นได้เช่นกัน เรียกรังสีแสงนี้ว่า รังสีเหนือม่วง (Ultra – violet rays/Dark chemical rays) อวัยวะที่เกี่ยวกับการมองเห็น (Organ of vision) ของร่างกายมนุษย์นั้น เมื่อสัมผัสกับคลื่น แสงของรังสีอินฟราเรดหรือรังสีอุลตร้าไวโอเลตนั้นจะได้รับอันตราย โดยเฉพาะรังสีอุลตร้าไวโอเลต เป็นรังสีที่มี ความยาวคลื่นแสงมากกว่ารังสีอินฟราเรดซึ่งเป็นรังสีที่มีความยาวคลื่นแสงสั้น (Long ultraviolet and short infrared) ดังนั้นจึงสามารถปูองกันรังสีอุลตร้าไวโอเลตได้โดยสวมแว่นตาที่ฉาบสารเคมีไว้ที่ผิวเลนส์ เลนส์ชนิดนี้ คือเลนส์ ยู.วี.เอ็กซ์. (U.V.X. Lenses) รังสีอุลตร้าไวโอเลตที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติคือรังสีที่มากับแสงอาทิตย์และรังสีอุลตร้าไวโอเลต ที่เกิดจากการทําให้เกิดขึ้นเรียกว่า “Artificial ultraviolet light” ได้แก่ หลอดไฟไอของปรอท (Mercury vapour) หลอดไฟฟลูโอเลสเซ็นต์ (Fluorescente) หลอดไฟคาร์บอนอาค (Carbon arc) หลอดตะเกียงทังสะเตน (Tungsten Lamps) หลอดไฟเหล่านี้จะให้รังสีทั้งอุลตร้าไวโอเลตและอินฟราเรด การที่นัยน์ตามนุษย์สามารถมองเห็นสีเป็นสีต่างๆ ได้นั้นเกิดจากการผสมสีเข้าด้วยกัน หากนํา แสงสีใดก็ตามที่แยกออกมาได้นี้มา 2 สี ผสมกันในสัดส่วนที่พอเหมาะแล้วจะเกิดเป็นแสงสีขาวขึ้น เช่น แสงสี แดงผสมกับน้ําเงิน–เขียว สีส้มกับสีน้ําเงิน หรือสีเหลืองกับสีน้ําเงิน จะเรียกว่าเป็นสีที่เป็น Complementary pair ขณะเดียวกัน หากนําแสงสีอื่นๆ มารวมกันก็อาจจะให้สีที่แตกต่างกันไปอีกมากมาย เช่น สีแดงผสมกับสีเหลือง จะได้สีส้ม เป็นต้น

اختر الفقرة المستهدفة3